Book Review: i never metaphor i didn’t like

i never metaphor i didn’t like

หนังสือว่าด้วยคำเปรียบเปรย อุปมาอุปมัยต่างๆ (สำนวนฝรั่งนะ) อ่านเพลินมาก สนุกดีหนังสือเริ่มจากสอนก่อนว่าคำเปรียบเปรยนี่มีไว้เพื่อทำให้ช่วยเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น แถมยังกระชับและสละสลวย หากเลือกการเปรียบเปรยดีๆ

ซึ่งการเปรียบเปรยนี้มี 3 ลักษณะคือ

1 Analogy

คือการเปรียบเทียบ ว่า 2 สิ่งที่ไม่เหมือนกัน มีอะไรที่เทียบเคียงกันได้ มักใช้ใช้เพื่อบรรยาย เช่น “Reading is to the mind, what exercise is to the body” หรือ “As soap is to the body, tears are to the soul.”

โครงสร้างก็ A is to B as C is to D

2 Metaphor

คือการเปรียบว่าอะไร “เป็น” อะไร วิธีนี้จะบอกไปเลยว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งนั้น ไปเลย เช่น “Worry is interest paid on trouble before it falls due.”

โครงสร้างก็ A is B

3 Simile

คือการเปรียบ “เหมือน” จะคล้ายๆกับ Metaphor ต่างที่ไม่บอกว่าเป็นแต่จะบอกว่าเหมือนแทน เช่น “Hard as Rock”

โครงสร้างก็ A Like/As Bค

วามดีงามของหนังสือคือ ไม่ได้เป็นวิชาการอะไรมาก บทย่อยต่างๆจะเน้นเป็นหมวดหมู่ของการเปรียบเทียบ เช่น ชีวิต ความรัก การหัวเราะ โน่นนั่นนี่ ว่าแต่ละคำมีการเปรียบเปรยอะไรบ้าง พร้อมคำอธิบายนิดหน่อยหนังสือเน้นสาดคำคมมาให้เรา

ซึ่งผมแล้วแล้วสนุกดี เพราะไม่ได้วิชาการมากไป

…………………………………..

คำคมที่ผมชอบก็เช่น

Some books are to be tasted, others to be swallowed, and some few to be chewed and digested.

The world is a book, and those who do not travel read only one page.

Holding on to anger is like grasping a hot coal with the intent of throwing it at someone else; you are the one who gets burned.

Don’t judge each day by the harvest you reap, but by the seeds you plant.

คือมีเยอะมากกกก

…………………………………..

สรุปหนังสือดี เหมาะสำหรับนักเขียน หรือ คนที่พูดบ่อยๆแล้วอยากจะหาสำนวน แต่ถ้าจะอ่านเอาวิชาการเทคนิคจริงจังคงไม่เหมาะ หนังสือจะเหมาะสำหรับไว้ต่อยอดไอเดีย หรือ จำมาใช้เลย

แต่ถ้าไม่สนใจตรงนี้ หรือ ต้องทำงานด้านนี้ ผมว่าไม่ต้องซื้อก็ได้นะ หาๆตัวอย่างดูจาก google ได้

แต่การใช้คำเปรียบเปรยนี่อยากให้ศึกษาไว้นิดนะ เพราะใช้ตัวอย่างผิดนี่ชีวิตเปลี่ยนเลย เช่นบอกว่างานตัวเองสำคัญเหมือนกระดาษทิชชู่ นี่ ไม่เวิร์คมากๆ อย่าทำ

……………………………………..

FB: https://m.facebook.com/TrangCatan

YouTube: https://youtube.com/channel/UCq2G7XyS9Q5dQXXrHPSLxbA

Blockdit: https://www.blockdit.com/pages/600d1f1c393e750cdef0bc86

Book Review: Free to Focus

Free to Focus

หนังสีอดี เนื้อหาว่าด้วยแนวคิดในการจัดการเวลา หนังสือบอกว่า ทุกวันนี้เราคงทราบกันดีว่า มีข้อมูลมากหมายไหลเข้ามาในแต่ละวันไม่ว่าจะเป็น ข่าวสาร อีเมล์ หรือ สื่อ Social Media ต่างๆ ซึ่งทำให้เรา Distract ได้ง่าย

นอกจากนี้เวลายังมีสิ่งมีค่า เพราะมีจำกัด หนังสือใช้คำว่า Zero Sum เพราะว่าเวลาที่เราเลือกทำอย่างนึงไป ก็เท่ากับว่าเราไม่ได้ทำอีกอย่าง

ดังนั้นเราต้อง Focus

แต่การจะ Focus ได้เราต้องเลือกก่อน เราต้องจัดลำดับความสำคัญว่าอะไรที่เราจะเน้น หนังสือใช้คำดีคำนึงคือ ถ้าเราให้ความสำคัญกับทุกอย่าง หรือหลายสิ่งเกินไป แปลว่าเรากำลังไม่ได้ความสำคัญกับอะไรเลย

“Productivity is not about getting more thing done; it is about getting the right thing done.”

นั่นคือคำถามแรกที่ควรถามตัวเองไม่ใช่ว่า จะทำงานอย่างไรให้มีประสิทธิภาพที่สุด แต่ควรเป็น เราจำเป็นต้องสิ่งนี้หรือเปล่า

หนังสือได้แนะแนวทางมาเป็น 3 ขั้นตอนคือ

1 Stop

คือขั้นตอนของการเลือกว่าเราจะให้ความสำคัญกับอะไร

โดยหนังสือได้ให้สิ่งที่เรียกว่า Freedom Campass ซึ่งคือ เราควร หาว่าอะไรคือสิ่งที่เรามีทั้งความสามารถ (Proficiency) และ มีความชอบ (Passion) สิ่งนั้นคือดาวเหนือ คือทิศทางที่เราควรไป คือสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ ซึ่งในที่ระหว่างที่เรายังไปไม่ถึงเราก็ควรลิสสิ่งที่ควรจะทำนั้นขึ้นมา แล้วค่อยๆเดินทางเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้น

แต่ว่าร่างกายและสมองก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ เราควรให้ความสำคัญกับการนอนหลับการออกกำลังกายด้วย

2 Cut

คือการเริ่มค่อยๆตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นกับชีวิตออกไป ขั้นตอนนี้ยาก เพราะว่าเราต้องหัด Say No

โดยหนังสือได้แนะวิธีการ Say No ไว้ว่า มันมีเทคนิคคือ Yes-No-Yes รายละเอียดคร่าวๆคือ ให้เร่ิมจาก 1)YES คือให้บอกว่า ขอบคุณที่คิดถึงเรา ชมเค้า พูดให้คนฟังรู้สึกว่า เรายินดีกับงานกับสิ่งที่เค้าทำ 2) NO ให้ปฏิเสธไปว่า เรามีสิ่งอื่นที่สำคัญกว่า แล้วค่อยบอกเหตุผลไปว่ายังไง 3)YES คือการเสนอทางออกอื่นให้กับคนที่มาหา เช่น บอกว่าอีกคนอาจช่วยได้ หรือ เสนอทางออกอื่นให้เค้า

ง่ายๆคือ ปฏิเสธแบบหาทางออกให้คนที่มานั่นเอง

หนังสือยังบอกอีกว่า บางงานมันก็ตัดไม่ได้ เราก็ต้องหาวิธีทำให้มันง่าย เช่น ทำกิจกรรมให้เป็น Routine หาวิธี Automate หรือ Deligate ให้คนอื่น

3 Act

มาสู่ขั้นตอนการทำละ เค้าก็บอกว่าให้ทำเป็นเป็นพวก Weekly Review ว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องทำในสัปดาห์นี้ แต่ละวันก็จัดอันดับว่า 3ส่ิงสำคัญที่ต้องทำในวันนี้คืออะไร

เท่าที่อ่านดูในส่วนนี้หนังสือจะเขียนพวกเทคนิคเล็กๆน้อยๆต่างๆให้ทำงานได้ซึ่งอ่านแล้วก็พบว่าทั่วๆไป ไม่ต่างจากเล่มอื่นนัก

สรุป ก็เป็นหนังสือดีอ่านได้ แต่ส่วนตัวแล้วถ้าใครอยากอ่านหนังสือแนวจัดการเวลา จัด Focus ให้ตัวเอง แนะนำเล่มอื่น เช่น One Thing, Eat That Frog หรือ GTD ผมว่าสองเล่มนี้เขียนดีกว่า แต่ว่าช่วงแรกๆเรื่องหลักคิด มุมมอง เล่มนี้เขียนได้โอเคมากๆเลย

Anchor: https://anchor.fm/trang-s/episodes/Beyond-Book-EP5-Free-to-Focus-epc8da

Book review: Corporate Confidential

Corporate Confidential

หนังสือว่าด้วยความลับที่องค์กรไม่อยากจะบอกคุณ และ คุณจะรับมืออย่างไร ซึ่งเนื้อหาจะแบ่งได้ประมาณ 3 ส่วนคือ ว่าด้วย HR ว่าจริงแล้ว HR ช่วยงานตรงไหนในองค์กร ถัดมาคือการทำงานกับทีม ซึ่งหนังสือจะเน้นการทำงานกับเจ้านายมากเป็นพิเศษ และ ส่วนสุดท้ายคือ เรื่องทั่วไป

คือหนังสือเขียนโดย อดีตผู้บริหารด้าน HR ขององค์กรแห่งหนึ่ง ซึ่งเค้าก็ได้เล่าความจริงของการทำงานต่างๆให้เราฟัง เช่นว่า จริงแล้วหน้าที่หลักของ HR คือ ปกป้องบริษัทจากพนักงาน

อ่านแล้วก็สะอึกและอึ้งในหลายๆส่วนเหมือนกัน

เหมือนว่า ได้เห็นความจริงบางอย่างออกมาตีแผ่ เช่นความลับไม่มีในโลก ดังนั้นเราไม่ควรเล่าความลับ หรือ ปัญหาส่วนตัวให้คนอื่นฟังโดยเฉพาะ HR หรือว่า เวลาทำงานกันในทีม แม้ว่าไอเดียของเราจะดีเลิศ คิดขึ้นเอง ก็ต้องเตรียมใจที่เจ้านายเราจะได้ Credit ด้วย

หนังสือไม่สอนให้เรามองในแง่ร้าย แต่เค้าบอกว่า นี่มันสัจธรรมของชีวิต โลกมันไม่ได้สวยงามขนาดนั้น

ก็อ่านแล้วสนุกดี ได้ตอบคำถามในชีวิตบางคำถาม ก็อ่านได้เรื่อยๆครับ หนังไม่ได้ดีไม่ได้แย่มาก แต่เนื้อหามันแบบ จริงใจมาก ไม่มีกั๊กเลย ก็เหมาะสำหรับคนที่กำลังเริ่มงาน หรือ กำลังทำงานอยู่แล้วอยากจะปรับตัวให้เข้ากับองค์กร

ย้ำอีกที หนังสือได้ตีแผ่บางเรื่องที่เราคิดไม่ถึง หนังสือไม่ได้สอนให้มองในแง่ร้าย หรือ ศิโรราบ แต่สอนให้เห็นตามจริง เพื่อเราจะได้ปฏิบัติอย่างเหมาะสม

ปล. ตอนนี้ก็ปรับไมค์ใหม่ละ เสียงใน padcast น่าจะดีขึ้น พี่น้องมีคอมเมนท์ว่าไงกันบ้างครับ

Anchor: https://anchor.fm/trang-s/episodes/Beyond-Book-EP4-Corporate-Confidential-epb0m6

Book Review: Good Strategy Bad Strategy

Good Strategy Bad Strategy

เล่มนี้ดี แนะนำให้อ่านเลย เป็นหนังสือ Classic ที่เนื้อหาไม่ได้เก่าเลยหนังสือจะว่าด้วยกลยุทธ์ที่ดีและไม่ดี ว่ามันมีองค์ระกอบอะไรบ้าง

ซึ่งกลยุทธ์ที่ไม่ดีนั้นจะมีลักษณะ 4 ข้อดังนี้คือ

  1. ใช้คำพูดสวยหรู แต่ไม่มีสาระ หรือ เนื้อหาใดๆ
  2. ไม่กล้าเผชิญหน้าปัญหาที่แท้จริง
  3. คิดว่าว่าเป้าหมาย คือ กลยุทธ์ เช่น ฉันจะเพิ่มยอดขาย อันนี้ไม่ใช่กลยุทธ์แต่คือ เป้าหมาย
  4. ตั้ง Objective ของกลยุทธ์ผิด ไม่ตรงจุด

และกลยุทธ์ที่ดีจะประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนดังนี้

  1. Diagnosis คือ วิเคราะห์สถานการณ์ และ ประเมินว่า อะไรคื อุปสรรค หรือ ความท้าทายที่แท้จริง
  2. Guiding Policy คือนโยบายหลัก หรือ แนวทางหลักขององค์กรที่ใช้ในการรับมทืออุปสรรคและความท้าทาย จากข้อที่1
  3. Coherent Actions แผนการทำงานที่สอดคล้องกันของทุกๆผ่าย ทุกๆหน่วยงาน เพื่อให้องค์กรสามารถทำได้ตาม ข้อ2

สรุป หนังสือเขียนดีมาก ไม่ได้อ่านยากมาก ตัวอย่างสนุก แต่อาจจะเก่าๆหน่อย เพราะเป็นหนังสือที่ออกมานานละ แต่แนะนำให้อ่านนะ เชียร์เลย

Book Reviews: Drive

Drive

ดีมาก แนะนำให้ลองอ่านกันเลย โดยเฉพาะท่านใดที่สนใจจะออกแบบบอร์ดเกม เพราะหนังสือเล่มนี้จะว่าด้วยอะไรคือสิ่งที่สร้างแรงจูงใจให้กับเรา

โดยเฉพาะแรงจูงใจชนิดที่เรียกว่า แรงจูงใจจากภายใน (Intrinsic Motivation) เพราะแรงจูงใจชนิดนี้ คือ การเต็มใจที่จะทำบางสิ่งบางอย่างโดยไม่ต้องการรางวัล หรือ ผลตอบแทน

ตัวอย่างเช่นการเล่นเกม ที่ว่าเกมสามารถจูงใจ ดึงดูด ให้คนพร้อมจะเข้ามาเล่น แถมบางคนยังรู้สึกเต็มใจที่จะเสียเงินเพื่อเล่นเกมด้วย … นั่นคือ เกมมันมีกลไกอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ที่มากกว่าความสนุก

ซึ่งหนังสือได้เล่าว่า องค์ประกอบของแรงจูงใจจากภายในนี้มี 3 ด้านคือ

1) Autonomy – คือการได้มีอิสระในการทำส่ิงต่างๆ มีสิทธิ์ได้เลือกทำ คือ งานใหม่ที่เราไม่มีอิสระ โดนบังคับไปหมด เราก็คงจะไม่จูงใจที่จะทำใช่มะ

2) Mastery – คือการที่ได้พัฒนาฝีมือให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ กิจกรรมที่คนได้ทำแล้วรู้สึกว่าตัวเองได้เรียนรู้ ต้องฝึกฝน แล้วเห็นว่าตัวเองค่อยๆมีความก้าวหน้า นี่สนุกนะ เช่น เล่นกีฬา ดนตรี หรือ กระทั่งเล่นเกมแล้วค่อยๆเก่งขึ้น

3) Purpose – คือการได้ทำเพื่อคนอื่น เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง

แต่ละคนก็มีความชอบแตกต่างกันไป อาจจะไม่ต้องชอบทั้ง 3 อย่าง แต่ถ้ากิจกรรมของเราสามารถตอบโจทย์ทั้ง 3 ข้อนี้ได้ก็จะสามารถจูงใจคนให้เต็มใจทำได้แน่นอน

ก็สรุปว่าเป็นอีกเล่มที่ดีมาก อาจจะเก่าหลายปีไปแล้ว แต่เนื้อหายังทันสมัยอยู่ครับ

Anchor https://anchor.fm/…/episodes/Beyond-Book-EP2-Drive-eovelv

ปล. เล่มที่2/2564

Book Review: เพียงชั่วเวลากาแฟยังอุ่น

เพียงชั่วเวลากาแฟยังอุ่น

เป็นนิยายญี่ปุ่นสไตล์อ่านแล้วอบอุ่นหัวใจ เนื้อเรื่องจะว่าด้วยร้านกาแฟเล็กๆแห่งนึง ที่มีตำนานเล่าว่า ร้านนี้สามารถพาเราย้อนเวลาได้ เพียงแค่ทานกาแฟนบนโต๊ะตัวหนึ่ง

แต่ว่า มันก็ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น เพราะมีรายละเอียดปลีกย่อยหลายข้อ เช่น ถึงจะย้อนเวลาได้ แต่เราไม่สามารถแก้ไขอะไรให้ดีขึ้นได้

และที่สำคัญที่สุดคือ ระยะเวลาที่เราจะได้อยู่ในอดีตนั้น จะเท่ากับเวลาที่กาแฟยังอุ่นอยู่เท่านั้นเอง

ซึ่งเรื่องราวก็จะแบ่งเป็นตอนๆ แต่ละตอนก็มีความสัมพันธ์ของคนเป็นคู่ เช่น สามีภรรยา พี่น้อง คู่รัก เป็นต้น

โดยรวม Plot มันก็สนุกดีนะ ที่ว่าย้อนเวลาได้แป๊ปเดียว แถมย้อนไปก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ ซึ่งจริงๆในหนังสือยังมีข้อกำหนดอื่นๆที่ทำให้อ่านแล้วรู้สึกว่า จะย้อนเวลาไปให้เสียเวลาทำไม แต่นั่นหล่ะ พอได้อ่าน พอได้ค่อยๆคิด ก็เริ่มเข้าใจ ว่าถ้าเราจะย้อนเวลาได้แป๊ปเดียว เราจะทำอะไร

เราคงจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับคนตรงหน้า ไม่อ้อมค้อมในความรู้ จริงใจต่อตัวเอง เพราะไม่มีโอกาสที่สองแล้ว … มันก็ได้ข้อคิดนะ ว่าบางทีเราใช้เวลาปัจจุบันได้ไม่เต็มที่ และบาง Moment พอผ่านไปเราก็คงเสียดาย ถ้าไม่ได้ทำอะไรที่จริงใจ (อย่างน้อยก็ต่อความรู้สึกตัวเอง) ออกไป

ถามว่านิยายสนุกมั้ย … ก็สนุกแต่ไม่สุด อาจจะเพราะอ่านหนังสือและดูหนัง แนวย้อนเวลาจากญี่ปุ่นมาเยอะ เลยรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้ว้าวอะไรมากมาย

ก็เลยไปสืบต่อว่านิยายนี้มันมีอะไรยังไงบ้าง ก็พบว่ามีทำเป็นหนัง ซึ่งอ่านเรื่องย่อแล้วพบว่าหนังได้ปรับเนื้อหา ปิด plot hole บางจุด และ ดันเรื่องตอนท้ายได้พีคกว่า ก็เลยเข้าใจว่า สวนหนึ่งที่หนังสือดังอาจจะเป็นเพราะหนัง … จริงๆ บทหนังนี่ อ่านแล้วรู้สึกว่าดีมากเลย นี่ว่าจะลองไปหาดู

นอกเรื่อง นี่ก็สงสัยมาซักพักแล้วว่า ทำไมคนญี่ปุ่นนี่ชอบพล๊อตแนวย้อนเวลากันจัง ย้อนไปย้อนมา ย้อนหลากหลายรูปแบบ ไม่รู้ว่าวัฒนธรรมบ้านเค้ามีอะไรที่ทำให้คนอินเรื่องกับเวลามั้ย

พอดีผมมีน้องชายอยู่ญี่ปุ่น เค้าบอกว่าอาจเป็นเพราะ วัฒนธรรมเซ็น มีผลมากต่อคนญี่ปุ่น ซึ่งเซ็นก็คือพุทธสายหนึ่ง ที่เน้นการอยู่กับปัจจุบัน ความงามของเซ็น ในมุมหนึ่งคือความงามในชั่วขณะ ดังนั้นดอกซากุระ จึงเป็นที่นิยมมากเปิดพิเศษ ไม่ใช่เพราะมันสวยกว่าดอกอื่น แต่เพราะ ซากุระบานไม่นาน มันเป็นความงามชั่วขณะ ที่สื่อได้ถึงหลักคิดของเซ็น

พล๊อตย้อนเวลา หลักๆมันคือการบอกว่า อยากย้อนไปแก้ไข ดังนั้นทำไมเราไม่ตั้งในอยู่กับปัจจุบันแต่แรกไปเลยหล่ะ ซึ่งมันสอดคล้องกับแนวคิดเซ็นในมุมนี้ ส่วนตัวก็เลยคิดว่า คงเป็นแบบนี้มั๊ง คนญี่ปุ่นเลยชอบพล๊อตแบบนี้เป็นพิเศษ

Book Review: Exactly What To Say

เล่มที่ 28

Exactly What To Say

หนังสือสอนเรื่องวิธีการพูด เพื่อสื่อสารและจูงใจคนฟัง ให้ได้ดั่งที่ใจต้องการ

ก็ฟังแล้วดูดีนะ แต่อ่านแล้วพบว่า หนังสือได้สอนพวกคำ หรือ ประโยคต่างๆ แล้วให้จำไปใช้เลย โดยบอกว่า แต่ละคำแต่ละประโยคดียังไง เหมาะกับกรณีไหน

ซึ่งประมาณว่าเป็น Magic Words อ่ะ … พูดแล้วดี ลอกเอาไปใช้ได้เลย ซี่งหนังสือก็ให้เป็นสิบๆ

อ่านแล้วไม่ชอบ รู้สึกเฉยๆกับพวกอะไรที่มันสำเร็จรูปแบบนี้มาก

สรุป ไม่ต้องอ่านก็ได้ หนังสือไม่ได้ดีขนาดนั้น จบ 😀

Book Review: Simplify

เล่มที่ 27

Simplify

เป็นหนังสือสอนแนวคิด และ แนวทางการเป็น Minimalist ถ้าใครสนใจแนวทางนี้ก็ลองดูได้เลย หนังสือสอนพื้นฐานได้ดี

แต่หากว่าได้ศึกษาแล้วใช้ชีวิตแนวทางนี้มาบ้างก็ไม่ต้องอ่านเล่มนี้ก็ได้ เพราะมันไม่ได้ใหม่อะไรขนาดนั้น

เป็นหนังสือที่บางมากกกก อ่านจบได้เร็ว
สิ่งที่ผมชอบจากหนังสือเล่มนี้คือ wording นี้

Minimalism is the intentional promotion of the things we most value and the removal of anything that distracts us from it.

คือมันเป็นคำที่เห็นภาพมาก ว่า minimalist มันไม่ได้หมายความว่าใช้ของน้อยๆ แต่คือการใช้ชีวิตกับสิ่งที่เราให้ความสำคัญ และ กำจัดสิ่งที่รบกวนออกไป

หนังสือสอนวิธีการกำจัดส่ิงต่างๆออกไปเยอะมาก ตั้งแต่สิ่งของ ไปยันอีเมลล์

สรุป อ่านได้ เหมาะกับคนที่เริ่มสนใจ Minimalist แต่ถ้าศึกษาหรือได้ทำอยู่แล้วก็ไม่ต้องอ่านก็ได้ 😀

Book Review: The Invincible Company

เล่มที่ 26 / 2020

The Invincible Company

ดีนะ ดีมากเลย ใครที่กำลังทำธุรกิจ แล้วสนใจเรื่อง Business Model ต่างๆ แนะนำให้อ่านเลย

เล่มนี้เค้าจะเล่าให้ฟังว่า บริษัทที่แข็งแกร่ง ไร้พ่าย ควรจะมีลักษณะอย่างไร

หนังสือบอกว่า บริษัทควรแบ่ง Port ออกเป็น 2 ด้าน คือ Exploit กับ Explore
⁃ Exploit ก็คือด้านของธุรกิจหลัก ที่เน้นเงิน เน้นเติบโต เน้นชัวร์
⁃ Explore ก้คือด้านของการหาธุรกิจใหม่ Innovation

ที่เด็ดของหนังสือคือ เค้าแจกแจงละเอียดของแต่ละด้านเลยว่า ต้องเป็นอะไรยังไงบ้าง เค้าบอกว่า ทั้ง 2 ด้าน ต้องการ culture และ Mindset ที่ต่างกัน เราไม่ควรเอามาปนกัน

ซึ่งที่สนุกคือ เค้าแจกแจงละเอียดมากว่า เราจะสร้างธุรกิจใหม่ได้อย่างไร แบบว่าเค้าไปทำการศึกษามา แล้วบอกว่ามันมี Pattern การเกิดธุรกิจใหม่ได้กี่แบบ โดยที่หนังสือเค้าจะใช้ Canvas มาจับนะ นอกจากนี้เค้ายังแนะนำการจัดตั้งองค์กรด้วย อ่านแล้วมันส์มาก

อีกอย่างที่ชอบคือ ตัวอย่าง แบบว่าตัวอย่างทันสมัย และ วิเคราะห์ได้ดี
หนังสือเล่มหนามากนะ แต่อ่านแล้วไม่รู้สึกว่าเวิ้นเว้อเลย อ่านแล้วเนื้อๆเน้นๆ สนุกมากกกก

สรุป แนะนำให้อ่าน สำหรับคนที่สนใจศึกษาพวก Business Model หรือ กำลังจะสร้างธุรกิจใหม่

Book Review: The Power of When

เล่มที่ 25 / 2020

The Power of When

ฟังชื่อหนังสือตอนแรกคิดว่าเป็นหนังสือแนวทำสมาธิ คล้ายๆเล่มอื่นที่ชื่อ The Power of Now แต่ไม่ใช่เลย

เล่มนี้จะว่าด้วยการ “นอน”

โดยจะบอกว่า คนมีกี่ประเภท แต่ละประเภทต้องการการนอนไม่เหมือนกัน ซึ่งการแบ่งเนี่ย เป็นการแบ่งตามหลักวิทยาศาสตร์เลย ว่าด้วยพวกฮอร์โมนโน่นนั่นนี่ บางคนตื่นและนอนตามพระอาทิตย์ แต่ก็มีบางคนที่ยิ่งดึกยิ่งคึก 555

เพื่อให้จำง่าย หนังสือแบ่งคนออกเป็นสัตว์ 4 ประเภท ตามสไตล์การนอน

1. ปลาโลมา – ไม่ค่อยสดชื่นตอนตื่นนอน จะรู้สึกเพลียๆไปเรื่อยๆจนเย็น แต่จะตื่นตัวเต็มที่ตอนดึกๆ

2. สิงโต – ตื่นเช้าตรู่ เช้ามากระฉับกระเฉง แต่บ่ายลงจะค่อยๆหมดแรง และ ชอบเข้านอนไว

3. หมี – ตื่นตามพระอาทิตย์ แต่ลุกไม่ค่อยขึ้น ต้องกดนาฬิกาปลุกหลายรอบหน่อย และ สดชื่นมากๆตอนสายๆ

4. หมาป่า – ตื่นสาย ตื่นเช้าไม่ไหว ตื่นแล้วหัวตื้อยันเที่ยง แต่หลังจากนั้น ยิ่งเย็นลงจะยิ่งคึก ตื่นตัวเต็มที่ช่วงหัวคำ่

หลังจากแบ่งคนเป็นสี่ประเภทแล้ว ก็เข้าสู่ความมันส์ของเล่มนี้ คือ คนเขียนได้แจกแจงไว้หมดเลยว่า คนแต่ละประเภท ควรทำอะไรตอนไหนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เช่นเวลาไหนควรทำงานยากๆ งานต้องใช้สมาธิ เป็นต้น รวมถึงยังแนะนำพวกสัตว์นอนดึกว่า จะปรับตัวเองยังไงให้ตื่นและนอนอย่างเหมาะสมกับโลกที่ใช้ชีวิตกลางวันได้ คนเขียนแนะละเอียดดี ตอนนี้ก็ลองทำตามอยู่ เพราะผมเป็นหมาป่า ที่คึกๆเวลาคนอื่นหมดแรง 55

ไอ้กิจกรรมต่างๆที่หนังสือช่วยวิเคราะห์ให้เนี่ย มันลงลึกมาก เช่น เวลาที่เหมาะจะโทรศัพท์ไปเสนอขาย การเขียนหนังสือ ไปจนเวลาที่เหมาะสมสำหรับการมีเซ็กซ์ ซึ่งคนเชียนคำนวนให้หมดเช่นว่า หมี เจอกับ สิงโต จะต้องฟีเจอริ่งกันกี่โมง

อ่านแล้วก็ฮาดี ในใจก็คิด เอ็งไม่ต้องลงลึกขนาดนี้ก็ได้

แต่อ่านแล้วรู้สึกว่าคนเขียนเค้าเชื่อในส่ิงที่เค้าเขียนจริงๆ เค้ารู้สึกว่าสิ่งต่างๆที่เค้าคิดมาให้เนี่ย มันสำคัญ ไม่ใช่ยัดๆมาให้หนังสือหนา

สรุป หนังสือโอเค เหมาะกับคนที่อยากจะปรับเวลานอน ซื้อได้ไม่เสียตังค์

ใครอยากจะรู้ว่าตัวเองเป็นสัตว์อะไร ลองได้ในลิ้งนี้ครับ https://thepowerofwhenquiz.com/