SOAR

SOAR

เล่มที่ 13

เป็นหนังสือว่าด้วยการออกวางแผนกลยุทธ์
ซึ่ง SOAR เนี่ยก็ได้ยินคนพูดมาถึงนานละ พร้อมทั้งบอกว่า ดีกว่า SWOT

ก็ได้ลองอ่านตามเว็ป รวมถึงปรึกษาผู้รู้ สุดท้ายก็เลยซื้อหนังสือเล่มนี้มาลองอ่านเอง
.
โดยประกอบมาจากตัวอักษร 4ตัว ย่อมาจาก
S – Strenghts คือ การวิเคราะห์จุดแข็งขององค์กรเราว่าคืออะไร มีความได้เปรียบได้ด้านไหนบ้าง
O – Opportunities คือ การมองหาโอกาส ว่า ธุรกิจของเรามีโอกาสอะไรบ้างที่รออยู่ หรือ ซ่อนอยู่ รวมถึงมองว่า Stakeholder ของเรานั้นเค้าอยากให้เราทำอะไร
A – Aspirations คือ เป้าหมายท่ีองค์กรของเราอยากจะไปถึง ซ
R – Results คือ ผลลัพธ์ เป็นตัวชี้วัดว่าเราบรรลุเป้าหมายหรือยัง
.
ควาามดีงามของ SOAR คือ จะเอาหลักคิดเรื่อง Positive Psychology และ Appreciative Inquiry อันนี้แก่นของ SOAR เลย

คืองี้ ในการวางแผนธุรกิจ ในบางครั้งเราจะกังวลกับพวกจุดอ่อนหรือปัญหามากเกินไป จนมองไม่เห็นโอกาสท่ีเกิดขึ้น (อันนี้จริง ถ้าใครเคยทำแผนกลยุทธ์อาจจะพอคุ้นๆ)
แนวคิดของ SOAR ก็เลยพลิกนิดนึง ว่าลองคิดดูว่า ในปัญหามีโอกาสอะไรบ้าง ในจุดอ่อนมันมีจุดแข็งอะไรบ้าง ซึ่งพบว่า พอพลิกมุมคิด แล้วสามารถทำให้ Strategic Dialogue มันไปต่อได้มากกว่า

นั่นเลยเป็นเหตุทำให้ ใน SOAR ไม่ได้มี W&T (Weaknesses & Threat)
จริงๆแล้วบอกว่าไม่มีไม่ได้ ต้องบอกว่า เราได้มอง W&T แล้ว แต่พลิกเป็น S&O
.
ถาม SOAR ดีกว่า SWOT มั๊ย?

ส่วนตัวผมว่าเทียบกันไม่ได้ เพราะ SWOT คือ Framework ในการประเมินตัวเอง ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก ซึ่งถ้าจะทำให้ครบ มันก็ต้องทำ TOWS ด้วย
ในขณะที่ SOAR มันจะเป็นเหมือน Process มากกว่า เพราะ ลากยาวไปจนถึง Result ที่อยากวัดผล

งั้น SOAR ก็ครบกว่า SWOT สิ?
ก็คงบอกแบบนี้ไม่ได้ เพราะ มันคนละเรื่องกัน ทางที่ดีควรเอามาเสริมกัน หรือ เลือกใช้ตามความต้องการจะดีกว่า

SOAR เหมาะกับใคร
จริงๆองค์กรไหนก็ใช้ได้นะ แต่หนังสือบอกว่า เหมาะกับองค์กรที่อยากจะมองหาไอเดียใหม่ๆ หรือ พวก Startup
.
สรุป ใครทำงานด้านวางแผนกลยุทธ์ก็ลองอ่านได้ หรือ ไปหาที่เค้าสอนกันตามเวปก็ได้ หนังสือเล่มนี้บางๆ เขียนใจความไว้ครบถ้วน
ส่วนตัวนี่ก็คิดว่าจะไปลองใช้ SOAR ดูเหมือนกัน ที่สำคัญกำลังสนใจการปรับเอาแนวคิด Positive Psychology และ Appreciative Inquiry ไปลองใช้ด้วย

ปล. ขอบคุณคุณม่อนแห่ง GAME LAB Thailand มาก ผมโทรไปขอความรู้เรื่องนี้ ก็เมตตาตั้งใจสอนผมอย่างจริงจัง 😀

………………………………………

FB: https://m.facebook.com/TrangCatan

YouTube: https://youtube.com/channel/UCq2G7XyS9Q5dQXXrHPSLxbA

Blockdit: https://www.blockdit.com/pages/600d1f1c393e750cdef0bc86


……………………………………….

2500 สฤษดิ์-เผ่า เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด

2500 สฤษดิ์-เผ่า เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด

เล่ม 12

หนังสือว่าด้วยประวัติ การขับเคี่ยวกันของ สฤษดิ์กับเผ่า
โดยไม่ได้เล่าตรงๆ แต่จะเล่าประวัติศาสตร์ในตอนนั้น แล้วก็แทรกด้วยว่า ทั้ง 2 คนนี้เป็นเสี้ยวไหนของประวัติศาสตร์
เราจะเห็น 2 คนนี้ค่อยๆเลื่อนยศ … จนกระทั่งถึงวันที่ทั้ง 2 คนได้มายืนโลดแล่นเป็นตัวเด่น ที่คนจดจำอย่างทุกวันนี้

.

การเขียนแปลกดี เพราะจะมีการแทรก พวกเรื่องเล่าลงไปด้วย
เรื่องเล่าจริงๆ เล่าเป็นนิยายเลย เช่นแบบ คนนั้นไปคุยกับคนนี้ แทนที่จะเล่าว่าคุยกันเฉยๆ ก็บรรยายประมาณนี้

“บุรุษร่างใหญ่ในเครื่องแบบพลตำรวจตรี นั่งตาถลนเอากับผม คือเจ้าของเสียงนั้น นัยน์ตาที่จ้องมองผมนั้นแทบว่าจะทะลุออกนอกเบ้า”

จะว่าไปก็อ่านสนุกดี แต่พอหลายๆครั้งเข้า ก็อ่านข้ามๆไป เพราะไม่ได้อยากอ่านนิยายขนาดนั้น

.

ก็เป็นหนังสือประมาณเรื่องเล่า เกร็ดประวัติศาสตร์ ไม่วิเคราะห์ลึก การเชื่อมโยง หรืออะไรมาก
อ่านแล้วเลยรู้สึกเบาๆ ไม่อ่านยากมากเหมือนที่คิด

ท่านใดชอบพวกเกร็ดประวัติศาสตร์ รายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่ค่อยมีคนเล่ากัน ก็มาอ่านเล่มนี้ได้ครับ
แต่ถ้าท่านใดเป็นชอบอ่านแนวนี้อยู่แล้ว ก็อาจจะไม่ได้มีอะไรใหม่มากนัก

………………………………………

FB: https://m.facebook.com/TrangCatan

YouTube: https://youtube.com/channel/UCq2G7XyS9Q5dQXXrHPSLxbA

Blockdit: https://www.blockdit.com/pages/600d1f1c393e750cdef0bc86


……………………………………….

ขอฝันใฝ่ ในฝัน อันเหลือเชื่อ

หนังสือเขียนถึงเหตุการณ์ในช่วงปี 2475-2500 โดยรวมความเคลื่อนไหวต่างๆของขบวนการปฏิปักษ์การปฏิวัติสยาม
เรียกง่ายๆก็ รวมบันทึกการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

หลายๆเรื่องที่เคยรู้ ก็ได้อ่านรายละเอียดมากขึ้น
หลายเรื่องที่ไม่เคยรู้ก็ได้อ่าน เปิดหูเปิดตามากๆ

.

เรื่องที่ชอบมากคือ ปทานุกรมของ ส.เสถบุตร

คืองี้ Dictionary ของ ส. เสถบุตร นี่ถือว่าเป็นพจนานุกรมประจำบ้านของเด็กไทย
ซึ่งตัว ส. เสถบุตรเอง เขียนพจนานกุรมนี้ ช่วงติดคุก หลังจากเหตุสนับสนุนกบฎบวรเดช

คือ การแปลก็ดีแหล่ะ แต่บางคำที่เกี่ยวของกับการเมือง จะมีการใส่มุมมองส่วนตัวแทรกลงไปในคำอธิบายเช่น

  • Blue means royalty – สีน้ำเงินเป็นสีของความจงรักภักดี
  • Many crimes have been perpetrated under the guise of democracy – การกระทำผิดอันร้ายกาจหลายอย่างได้ถูกก่อขึ้นโดยมีประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือ
  • A mob has many heads, but no brains – [ภายหลังการปฏิวัตินั้น] ผู้ชนนั้นมีศีรษะมาก แต่ไม่มีสมอง

ก็มีแทรกๆในหนังสือ ที่นี้ผมเลยกลับไปเปิดพจนานุกรมที่บ้านของตัวเองดู ก็พบว่าเป็นฉบับนักเรียน ที่มีแต่คำแปล ไม่มีตัวอย่าง เลยไม่ได้เจอประโยคเหล่านี้
ท่านใดมีเล่มใหญ่ ฝากเปิดดูหน่อยนะครับ ยังมีอยู่มั้ย

.

จริงๆมีอีกเยอะ แต่ขอเล่าแค่บทเดียว
พีคจริงครับเล่มนี้

.

อ่านจบแล้วนึกถึงหนังสือ Sapiens ตรงประเด็นที่พูดถึงพลังของเรื่องเล่า
เรื่องเล่าซ้ำๆ ค่อยๆเล่า ค่อยเปลี่ยนประเด็น สุดท้ายความเชื่อก็เปลี่ยนแปลงไป

คือในหนังสือ เราจะเห็นว่า มีการพยายามตีความสถาบันแบบใหม่ ให้เข้ากับยุคสมัยใหม่
โดยที่เรื่องเล่าใหม่นี้ ล้วนบอกว่ามันเป็นแบบนี้มานานแล้ว


FB: https://m.facebook.com/TrangCatan

YouTube: https://youtube.com/channel/UCq2G7XyS9Q5dQXXrHPSLxbA

Blockdit: https://www.blockdit.com/pages/600d1f1c393e750cdef0bc86

ไทยปิฎก

เล่ม 10

หนังสือว่าด้วยเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในวงการศาสนาพุทธของบ้านเราตั้งแต่ เปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

หนังสือได้รวมรวม fact และ เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น หลายเรื่องเราก็เคยรู้ บางเรื่องก็รู้ผ่านๆ หรือไม่รู้เลย

เช่น หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง สถาบันสงฆ์ก็มีการเปลี่ยนแปลงให้การปกครองมีความทันสมัยมากขึ้น เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น คือ

1) สังฆสภา (เทียบเท่ารัฐสภา อำนาจนิติบัญญัติ)
2) สังฆมนตรี (เทียบเท่ารัฐมนตรี อำนาจบริหาร)
3) คณะวินัยธร (เทียบกับศาล อำนาจตุลาการ)
ซึ่งยังคงมีพระสังฆราชอยู่สูงสุด

หนังสือเล่าว่าในช่วงการปกครองแบบนี้ สงฆ์ได้มีระบบระเบียบมากขึ้น เพราะมีการคานอำนาจซึ่งกันและกัน ไม่ได้รวมศูนย์ มีการกำหนดเขตุปกครอง การกำหนดคุณสมบัติการแต่งตั้งพระอุปัชฌาย์ การจัดตั้งสำนักวิปัสนาทั่วประเทศ รวมถึงการคุมความประพฤติพระ เช่น ห้ามแสดงตนใบ้หวย ห้ามทดลองของขลัง เป็นต้น

แต่การจัดการแบบนี้ก็ได้ถูกยกเลิกไปโดย สฤษดิ์ ยุคที่ระบบประชาธิปไตยไทยถอยหลัง

หนังสือยังได้เล่าว่า ในยุคถัดมา ก็มีการบูมขึ้นของพวก เรื่องเล่าความเชื่อ กฏแห่งกรรมต่างๆ เช่นของ ท.เลียงพิบูลย์ ไปจนถึง มุมมองเรื่องคนดีก็เริ่มมาในตอนนี้ที่ว่า ผู้นำเป็นคนดีมีศีลจริยธรรมสำคัญกว่าระบบการปกครอง

หนังสือยังได้เขียนถึง ความวุ่นวายต่างๆในสงฆ์ไทย กรณีต่างๆเช่น การศึกพระพิมล กรณีสันติอโศก ธรรมกาย กรณีนารีพิฆาต และ อื่นๆอีกมากมาย รวมถึงการแต่งตั้พระสังฆราชในแต่ละยุค ซึ่งหนังสือพยายามเล่าให้เห็นว่าจริงแล้ว ศาสนา ไม่ได้ปลอดจากการเมือง การปกครองเลย

สรุป โคตรสนุก ก็ไม่ได้แนะนำให้อ่านครับ ถ้าไม่ได้ชอบเรื่องประวัติศาสนา หรือ กังวลว่าจะไม่สบายใจกับการตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิด (ผมว่าไม่ผิดนะ ไม่สบายใจก็ไม่ต้องอ่าน)

แต่ถ้าอยากลองอ่านศาสนาพุทธในมุมปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ความเชื่อมโยงของศาสนาละการเมือง ก็อ่านได้เลยครับ สนุกมาก

………………………………………

FB: https://m.facebook.com/TrangCatan

YouTube: https://youtube.com/channel/UCq2G7XyS9Q5dQXXrHPSLxbA

Blockdit: https://www.blockdit.com/pages/600d1f1c393e750cdef0bc86
……………………………………….

ผี พราหมณ์ พุทธ ในศาสนาไทย

ผี พราหมณ์ พุทธ ในศาสนาไทย

เล่ม 9

ไม่ได้อ่านหนังสือสนุกๆแบบนี้มาซักพักละ แนะนำให้อ่านกัน สำหรับคนที่ชอบเรื่องศาสนา ประวัติศาสตร์ และ อยากเรียนรู้มุมมองใหม่ๆ

หนังสือ จะเล่าว่า เราอาจจะคิดกันว่า เรานับถือพุทธเป็นแกน แล้วมีพราหมณ์กับผี มาปน (พุทธ-พราหมณ์-ผี)
แต่ถ้าเราลองกลับด้านดู ว่าจริงๆแล้วเรามีศาสนาผีเป็นแกนหลักที่ซ่อนอยู่ข้างหลังทั้งหมด เราจะเข้าใจศาสนาของเราได้ง่ายขึ้น (ผี-พราหมณ์-พุทธ)

ผีในที่นี้รวมถึงผีบรรพบุรุษ เทพ เทวดา นะ ไม่ใช่แค่วิญญาณ

ซึ่งนักวิชาการก็บอก ว่าเราอาจเรียกว่านี่คือ ศาสนาไทย ที่ยำๆสามสิ่งเข้าด้วยกันจนเป็นแบบนี้

.

คือพุทธ พราหมณ์ ผี ล้วนแต่มี function ของตัวเอง
เช่นพุทธมี function ในเชิงจริยธรรม คำสอน แนวปฏิบัติ พราหมณ์มี function ในเชิงพิธีกรรม และ ผีมี function ดลบันดาลให้ได้ดั่งใจ หรือ สร้างความอุ่นใจ

ยกตัวอย่างเช่น เรามีความเชื่อว่า พระพุทธรูปองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์ ขอพรได้ (แต่บางองค์ไม่ศักดิสิทธ์เท่า ขอไม่ได้) … function “ผี” ชัดๆ
แถมพระบางองค์ยังต้องแก้บนด้วยไข่ต้มบ้าง ปลาร้าบ้าง … function “ผี” ชัดๆ

การบูชาพระเครื่อง การใช้ธูป 3-5-7-9 ดอก หรือ กระทั่งการสาบาน (อ้างถึงสิ่งที่มีอำนาจภายนอก) นี่ก็มาจาก “ผี”
ซึ่งเมื่ออ่านไปเรื่อยๆ เราจะเริ่มเห็นว่า จริงแล้วมันมีเรื่องชนชั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง

.

หนังสือแบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกจะเน้นศาสนาผี ซึ่งอ่านแล้วเปิดหูเปิดตา จะได้รู้จักความเชื่อพื้นฐานของภูมิภาคเรา แบบว่าอยู่มาจนโตไม่เคยมีใครสอน พอได้ศึกษาแล้วเลยรู้ว่า เฮ้ยมันซ่อนอยู่กระทั่งในภาษาพูดทุกวันนี้ของเรา

ส่วนตัวที่สองจะว่าด้วย พราหมณ์ในไทย ว่าจริงแล้วมีอะไรที่เหมือนและแตกต่างจากอินเดียบ้าง เรารับครบหมดจริงมั้ย เช่น ทำไมเราเน้นรามเกียรติจัง แต่ไม่ไม่ค่อยพูดถึงรามายณะ

และ ส่วนสุดท้าย จะว่าด้วยสังคมไทยในปัจจุบัน จะมีการเมืองบ้าง อะไรบ้าง ตอนแรกผมก็ว่ามันไม่เข้าพวก แต่พออ่านจนจบ ค่อยๆคิดตามก็เข้าใจว่า จริงๆแล้วมันอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในความเชื่อ ในวัฒนธรรมของบ้านเราจนถึงปัจจุบันนี้

.

สรุป ชอบอะไรทำนองนี้ก็อ่านได้เลย สนุกมาก ส่วนตัวอ่านแล้วเพลิดเพลิน มีนั่งหัวเราะเป็นระยะๆ จนแฟนถามว่ามันสนุกขนาดนั้นเลยหรอ

แต่ก็ต้องเตรียมใจไว้บ้างเพราะมันอาจจะกัดเซาะความเชื่อที่เราเคยมา

………………………………………

FB: https://m.facebook.com/TrangCatan

YouTube: https://youtube.com/channel/UCq2G7XyS9Q5dQXXrHPSLxbA

Blockdit: https://www.blockdit.com/pages/600d1f1c393e750cdef0bc86


……………………………………….

Peacock in the land of penguins

เล่ม 8/2564
ก็หนังสือแนว Management ที่แต่งเป็นนิทานเหมือน Who Move My Cheese

เนื้อเรื่องว่าด้วย เกาะของนกเพนกวิ้น พบว่า เกาะตัวเองไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีความแตกต่าง
เลยชวนนกยูงมาอยู่ด้วย เพื่อสร้างความแตกต่าง สร้างสิ่งใหม่ๆ นวัตกรรม

และเพนกวิ้นก็ประกาศว่า “We value diversity”

แต่เนื่องจากนกยูงมีสีสันเกินไป เพนกวิ้นเก่าๆรับไม่ได้ เลยสั่งให้นกยูงมาใส่สูทสีดำเหมือนตัวเอง
และไม่ว่านกยูงจะพยายามเท่าไหร่ เหล่าเพนกวิ้นก็รับไม่ค่อยได้ เหตุผลคือ สิ่งที่นกยูงทำ มันมีความเป็นเพนกวิ้นน้อยไป

และสุดท้ายนกยูงก็ถูกไล่ออกจากเกาะ ด้วยเหตุผลที่นกเพนกวิ้นชวนมาอยู่ตอนแรกคือ
สร้างสรรค์เกินไป กล้าเกินไป และ มีความเป็นเพนกวิ้นน้อยไป

ซึ่งเพนกวิ้นก็ยังคงประกาศว่า “We value diversity”

.

ก็เป็นหนังสือว่าด้วยการสร้าง Culture องค์กร การเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่

  1. สิ่งที่ผมได้จากเล่มนี้คือ
  2. ปัญหาที่หนังสือเล่มนี้เสนอคือ ไม่ใช้เน้นว่า จะให้นกยูงปรับตัวยังไง แต่เป็นเพนกวิ้นต่างหากที่ต้องปรับตัว แต่องค์กรต่างๆ มักจะโทษนกยูง ลืมที่โทษตัวเพนกวินเอง
  3. วัฒนธรรมที่จะทำให้องค์กรสำเร็จคือ Accptance and Trust ยอมรับและเชื่อมั่นในกันและกัน ปล่อยให้มีการแชร์ความรู้ความสามารถหว่างกัน ให้แต่ละคนได้ทำให้ด้านที่ตนได้เปล่งประกาย
  4. Opportunity จริงแล้วเกิดจากทัศนคติ ซึ่งทัศนคตินั้นคือ … Open to new Ideas, Willing to listen, Eager to learn, Desire to grow and Flexibility to change.

.

เล่มเล็ก อ่านจบไว เหมาะสำหรับคนที่สนใจวัฒนธรรมองค์กร โดยเฉพาะด้านการสร้างนวัตกรรม
หนังสือเก่าละ แต่ยังอ่านเอาหลักการได้อยู่นะ ไม่ได้ล้าสมัย

หนังสือจริงๆมีนกอีกหลายแบบนะ เช่นนกอินทรี ที่เป็นแทนถึงคนที่เป็นนักปฏิบัติ กล้าออกไปทำ คุณจะรู้ว่าคนเป็นแนวนกตัวไหน
และตอนท้ายหนังสือก็สอนด้วยว่า ถ้าคุณต้องอยู่ในดงเพนกวิ้น คุณควรจะใช้ชีวิตยังไงให้เกิดประโยชน์สูงสุด

.

ปล. เท่าที่อ่านหนังสือว่าด้วยการปรับตัวเปลี่ยนแปลง มันชอบจะมีนกเพนกวิ้นนะ เช่นหนังสือ Our Iceberg is Melting ก็เป็นเรื่องภูเขาน้ำแข็งที่กำลังละลายแล้วเหล่าแพนกวิ้นต้องหาทางหนี แต่ก่อนจะหนีต้องไปบอกให้เพื่อนๆเชื่อให้ได้ก่อนว่า เกาะกำลังละลายนะ

… หรือว่า เพนกวิ้น เป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลง มันต้องมีอะไรบางอย่างแน่ๆ 5555

………………………………………

FB: https://m.facebook.com/TrangCatan

YouTube: https://youtube.com/channel/UCq2G7XyS9Q5dQXXrHPSLxbA

Blockdit: https://www.blockdit.com/pages/600d1f1c393e750cdef0bc86


……………………………………….

5 หนังสือน่าอ่านประกอบการเล่นเกม Root

เกม Root กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งหลังจากที่กำลังจะได้มีการแปลไทยโดย The Stronghold SIAM : Gateway to Board Games

ซึ่งเกมนี้ผมชอบเป็นพิเศษตรงธีม ที่สะกัดเอาแก่นของเรื่องราวบางอย่างมาเล่าได้อย่างกำลังดี ไม่รู้สึกยัดเยียด คือจะเล่นเอาสนุก หรือ เอาธีมมาคุยถกเถียงกันต่อก็ได้

สำหรับท่านที่ยังไม่ค่อยรู้จักเกมนี้ ธีมหลักๆของเกมก็ ว่าด้วยสงครามแย่งชิงดินแดนของหมู่สัตว์ ที่มีแมวเป็นผู้ปกครองคนปัจจุบัน นกซึ่งเป็นราชวงศ์เก่าพยายามจะยึดอำนาจคืน มีสัตว์ป่าชาวบ้าน และ มีภาคเสริมที่เพิ่มกิ่งก่าเจ้าลัทธิ หรือ ตัวนากพ่อค้า

.

พอเกมนี้จะได้แปลไทย ก็มีน้องๆบางคนมาชวนคุยเกี่ยวกับเกมนี้ ในธีมการเมือง ซึ่งมันเข้ากับบ้านเราพอดี

ก็ทำให้ผมหยุดคิดถึงมันไม่ได้ และ คิดว่า ถ้าใครอยากจะศึกษาต่อ ควรอ่านหนังสืออะไรดี ในมุมมองของผมนะครับ

  1. ขุนศึก ศักดินา พญาอินทรีย์
    คงไม่มีเล่มไหนเหมาะเท่าเล่มนี้แล้วในยุคนี้ สำหรับการต่อสู้กันของขั้วอำนาจ สิ่งเดียวที่แตกต่างกันของ หนังสือเล่มนี้ต่างจากเกม Root ตรงที่ Root นั้นมีบทบาทของประชาชน
  2. Animal Farm
    เมื่อเหล่าสัตว์ยึดฟาร์มจากมนุษย์และปกครองตัวเอง หนังสือบางๆแต่ทำให้เห็นภาพการฉ้อฉล และ วิธีการควบคุมประชาชนของท่านผู้ทำ
  3. 1984
    ว่าด้วยสังคมที่ถูกปกครองด้วยความหวาดกลัว เพราะรู้สึกว่าถูกจับตามองตลอดเวลาจนไม่กล้าทำอะไร
  4. The Prince
    เล่นนี้พีค อยากให้ลองอ่าน เพราะหนังสือได้รวมแนวทางการปกครองของผู้นำทั้งหมดไว้ ไม่เว้นแม้แต่วิชามารต่างๆ อ่านแล้วขนลุกตามตลอดเล่ม
  5. The Art of Strategy
    หนังสือว่าด้วย Game Theory ที่สรุปใจความไว้ครบถ้วน และ ที่ยังแนะนำ Strategy ที่ควรใช้ในกรณีต่างๆ เกมแห่งอำนาจมันไม่ได้ใช้แค่กำลังแต่มันต้องมี Strategy ด้วย

.

เพื่อนๆมีหนังสืออะไรแนะนำให้อ่านมั้ยครับ ได้จะลองไปอ่านบ้าง

หนังสืออาจจะดูเครียดๆไปหน่อย แต่ถ้าชอบแนวๆนี้จะอ่านแล้วกลับมาเล่นเกม เพิ่มความฟินแน่นอนครับ

………………………………………

FB: https://m.facebook.com/TrangCatan

YouTube: https://youtube.com/channel/UCq2G7XyS9Q5dQXXrHPSLxbA

Blockdit: https://www.blockdit.com/pages/600d1f1c393e750cdef0bc86

……………………………………….

เส้นทางอัศวิน

เป็นหนังเสือเกม แบบที่เราเคยเล่นตอนเด็กๆ ที่ต้องตัดสินใจ และ เปิดไปยังหน้าต่างๆ เพื่อดูผลลัพท์การตัดสินใจ

ธีมคือเราเป็นอัศวินฝึกหัด ออกเดินทางผจญภัย

โดยรวมก็เป็นสำหรับเด็ก พล๊อตสนุก แต่ไม่ได้ใช้ความคิดมาก ดีที่มี puzzle แทรกเป็นระยะๆ เลยพอให้สนุกขึ้น

.

เล่นไปรอบนึง แล้วเกิดไอเดีย
เอาไปเล่าเป็นนิทานให้ลูกฟัง (4 ขวบ)

พบว่าเด็กๆสนุกมาก เพราะได้เลือกเนื้อเรื่องนิทานเอง ต่างจากนิทานปรกติที่เคยฟัง

สิ่งที่เคยน่าเบื่อสำหรับผู้ใหญ่ เช่น การพลิกหนังสือไปมา พบว่าเด็กๆชอบมาก ลุ้นตามตื่นเต้น

โอเค มีโกงๆบ้าง ให้เด็กเล่นได้

นี่เล่าจบไป 1 รอใช้เวลา 2  วัน 
นี่ลูกๆขอให้เล่ารอบ 2 … สบายละ

ปล. เล่ม7

………………………………………

FB: https://m.facebook.com/TrangCatan

YouTube: https://youtube.com/channel/UCq2G7XyS9Q5dQXXrHPSLxbA

Blockdit: https://www.blockdit.com/pages/600d1f1c393e750cdef0bc86


……………………………………….

ปีศาจ

เล่มที่ 6

นิยายอมตะของไทย เขียนเมื่อปี 2496
หนังสือเก่าอายุร่วม 70 ปีแต่เนื้อหาไม่ได้เก่าเลย

เนื้อหาว่าด้วย การเมือง ความเหลื่อมล้ำ คนยุคเก่าที่ไม่ยอมรับความคิดคนยุคใหม่ ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง และ เรียกเด็กเหล่านั้นว่า “ปีศาจ”
ปีศาจของการเวลาได้เกิดขึ้นแล้ว ห้ามไม่ได้ แต่คนยุคเก่าทั้งหลายไม่ยอมรับมัน

สำนวนและภาษาการเล่าจะดูโบราณ พล๊อตดูไม่หวือหวาเหมือนนิยายปัจจุบัน
แต่สารที่หนังสือส่งมันแรง และ กระแทกหน้ามาก จนทำให้อ่านจบแล้วหยุดคิดไม่ได้

.

หนังสือจะเล่าถึงเหตุการณ์ความเหลื่อมล้ำ และ ทัศนคติในยุคนั้น
อ่านแล้วจะบอกว่า น้ำตาไหล เพราะว่า ไม่เปลี่ยนแปลงเลย

ปัญหาที่เคยเกิด ก็ยังคงอยู่
ไม่รู้จะเรียกว่าคนเขียนท่านอัจฉริยะ หรือ ประเทศเราย่ำอยู่ที่เดิม …​ เศร้าสัสครับ

สิ่งที่ตนเมื่อ 70 ปีก่อนเรียกร้อง ยังคงดังก้องอยู่ถึงปัจจุบัน
จริงๆ สังคมก็เปิดกว้างมากขึ้นนะ เสรีมากขึ้น แต่แก่นของปัญหาบางอย่างยังวนอยู่ที่เดิม

ทำให้บอกไม่ถูก ว่าอ่านแล้วรู้สึกอะไรระหว่างการมีความหวัง หรือ ทำให้ท้อแท้

มีความหวังเพราะ ไม่มีใครหยุดปีศาจแห่งการเวลาได้
ท้อแท้เพราะผ่านมานานมันก็ยังเหมือนเดิม

.

คำถามหลักที่ผมเกิดขึ้นกลายเป็นว่า สังคมเรามันมีการเป็นอยู่ และ สืบทอด สิ่งเหล่านี้มาได้อย่างไร

.

ว่ากันว่าตอนปฏิวัติเดือนตุลา นักศึกษาทุกคนล้วนได้เคยอ่านเล่มนี้
ก็อยากแนะนำให้ทุกคนได้อ่านนะครับ

แต่จริงๆ ไม่ต้องอ่านก็ได้ เพราะคุณไม่ได้พลาดอะไรไปหรอก
70 ปีที่ผ่านมา เรายังวนเวียนอยู่ที่เดิม

แต่ส่วนตัวผมมีความหวังนะ ปีศาจแห่งกาลเวลามันค่อยๆทำงานมัน
ค่อยๆกัดกินสิ่งที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงให้พังทลายลง … แค่มันอาจจะไม่ทันใจแค่นั้นเอง

ปล. ปีนี้ตอนแรกคาดว่าจะรีวิวหนังสือเป็น Podcast แต่พบว่าไม่ค่อยถนัดเท่าเขียน นี่ก็เลยกะว่าจะสลับไปสลับมา ตามความสะดวกของแต่ละช่วงเวลาชีวิตผมนะครับ

………………………………………

FB: https://m.facebook.com/TrangCatan

YouTube: https://youtube.com/channel/UCq2G7XyS9Q5dQXXrHPSLxbA

Blockdit: https://www.blockdit.com/pages/600d1f1c393e750cdef0bc86


……………………………………….


Book Review: i never metaphor i didn’t like

i never metaphor i didn’t like

หนังสือว่าด้วยคำเปรียบเปรย อุปมาอุปมัยต่างๆ (สำนวนฝรั่งนะ) อ่านเพลินมาก สนุกดีหนังสือเริ่มจากสอนก่อนว่าคำเปรียบเปรยนี่มีไว้เพื่อทำให้ช่วยเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น แถมยังกระชับและสละสลวย หากเลือกการเปรียบเปรยดีๆ

ซึ่งการเปรียบเปรยนี้มี 3 ลักษณะคือ

1 Analogy

คือการเปรียบเทียบ ว่า 2 สิ่งที่ไม่เหมือนกัน มีอะไรที่เทียบเคียงกันได้ มักใช้ใช้เพื่อบรรยาย เช่น “Reading is to the mind, what exercise is to the body” หรือ “As soap is to the body, tears are to the soul.”

โครงสร้างก็ A is to B as C is to D

2 Metaphor

คือการเปรียบว่าอะไร “เป็น” อะไร วิธีนี้จะบอกไปเลยว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งนั้น ไปเลย เช่น “Worry is interest paid on trouble before it falls due.”

โครงสร้างก็ A is B

3 Simile

คือการเปรียบ “เหมือน” จะคล้ายๆกับ Metaphor ต่างที่ไม่บอกว่าเป็นแต่จะบอกว่าเหมือนแทน เช่น “Hard as Rock”

โครงสร้างก็ A Like/As Bค

วามดีงามของหนังสือคือ ไม่ได้เป็นวิชาการอะไรมาก บทย่อยต่างๆจะเน้นเป็นหมวดหมู่ของการเปรียบเทียบ เช่น ชีวิต ความรัก การหัวเราะ โน่นนั่นนี่ ว่าแต่ละคำมีการเปรียบเปรยอะไรบ้าง พร้อมคำอธิบายนิดหน่อยหนังสือเน้นสาดคำคมมาให้เรา

ซึ่งผมแล้วแล้วสนุกดี เพราะไม่ได้วิชาการมากไป

…………………………………..

คำคมที่ผมชอบก็เช่น

Some books are to be tasted, others to be swallowed, and some few to be chewed and digested.

The world is a book, and those who do not travel read only one page.

Holding on to anger is like grasping a hot coal with the intent of throwing it at someone else; you are the one who gets burned.

Don’t judge each day by the harvest you reap, but by the seeds you plant.

คือมีเยอะมากกกก

…………………………………..

สรุปหนังสือดี เหมาะสำหรับนักเขียน หรือ คนที่พูดบ่อยๆแล้วอยากจะหาสำนวน แต่ถ้าจะอ่านเอาวิชาการเทคนิคจริงจังคงไม่เหมาะ หนังสือจะเหมาะสำหรับไว้ต่อยอดไอเดีย หรือ จำมาใช้เลย

แต่ถ้าไม่สนใจตรงนี้ หรือ ต้องทำงานด้านนี้ ผมว่าไม่ต้องซื้อก็ได้นะ หาๆตัวอย่างดูจาก google ได้

แต่การใช้คำเปรียบเปรยนี่อยากให้ศึกษาไว้นิดนะ เพราะใช้ตัวอย่างผิดนี่ชีวิตเปลี่ยนเลย เช่นบอกว่างานตัวเองสำคัญเหมือนกระดาษทิชชู่ นี่ ไม่เวิร์คมากๆ อย่าทำ

……………………………………..

FB: https://m.facebook.com/TrangCatan

YouTube: https://youtube.com/channel/UCq2G7XyS9Q5dQXXrHPSLxbA

Blockdit: https://www.blockdit.com/pages/600d1f1c393e750cdef0bc86