Book review: The 4 Disciplines of Execution

เล่ม 20/2020

The 4 disciplines of execution

บางท่านอาจจะพอทราบว่าผมทำงานด้านการวางแผนกลยุทธ์องค์กร ทีนี้ทีมผมปีนี้มีแผนจะทำ Strategy look back เพื่อทำ Lessons Learned เก็บไว้

ทีนี้สิ่งนึงที่เป็นความท้าทายของการวางแผนกลยุทธ์ คือ Execution เพราะบางทีถึงแผนจะดี แต่ทำไม่ได้ตามแผนก็ทำให้องค์กรไม่สามารถประสบความสำเร็จตามที่วางไว้ได้

ผมก็เลยไปหาหนังสือมาอ่าน แล้วเจอเล่มนึงที่น่าสนใจ เลยอยากจะเอามาเล่าให้ฟัง

หนังสือบอกว่า การที่องค์กรจะมี Execution ที่ประสบความสำเร็จได้ ต้องมีองค์ประกอบ 4 ด้านซึ่งหนังสือเค้าเรียกว่า the 4 disciplines of execution สรุปได้ตามนี้ครับ

Discipline 1: Focus on the wildly important

คือการให้ความสำคัญกับเป้าหมายที่สำคัญเท่านั้น องค์กรต้องเลือกว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด 1-2 อย่างแล้ว focus ลงไปกับสิ่งนั้น ซึ่งข้อดีคือ พนักงานจะรู้และเข้าใจง่ายว่า ตอนนี้องค์กรกำลังให้ความสำคัญกับอะไร ถ้าเป้าเยอะไป พนักงานจะสับสน

มันมีการศึกษาบอกว่า องค์กรที่มีเป้าหมายสำคัญเยอะเกินไป มีแนวโน้มที่จะไม่สำเร็จซักอย่างเลย ตัวอย่างเช่น Nasa ที่ตอนแรกมีเป้าหมายเต็มไปหมด ตอนหลังปรับเป็น เราจะไปดวงจันทร์ …. เท่านั้นแหล่ะ เค้าก็สามารถไปดวงจันทร์ได้ และ เป็นองค์กรชั้นนำ

Discipline 2: Act on the lead measures

ตัวชี้วัดการทำงานมีหลายตัว องค์กรต้องระบุออกมาให้ชัดว่า Leading Indicator สำหรับ การบรรลุเป้าหมายสำคัญ (ในข้อที่แล้ว) คืออะไร แล้วก็สื่อสารกับพนักงานให้ชัด เพื่อที่พนักงานจะได้รู้ว่า เขาต้องทำอะไร

Leading Indicator คืออะไร หลักๆก็ สิ่งหรือการกระทำที่เป็น “เหตุ” ให้เกิดผลลัพท์ที่ต้องการ เช่น อยากปลูกมะม่วง leading indicator ก็รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยเป็นต้น

การตั้ง KPI ก็ควรเน้นตรง Leading Indicator ไม่ใช่ Lacking Indicator ที่เป็นผล เช่นพวก ผลประกอบการ … Lacking ไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่ต้องเน้นพวก Leading ด้วย

Discipline 3: Keep a compelling scoreboard

คือการทำให้พนักงานทุกคนได้รู้ความคืบหน้าตลอดเวลา ว่าตอนนี้ status ไปถึงไหนแล้ว on track มั้ย หรือว่า ล่าช้ากว่าแผนไปแล้ว

ปัญหาของ Execution คือ บางทีพนักงานไม่รู้ว่าภาพใหญ่ตอนนี้องค์กรอยู่ตรงไหน ใกล้หรือไกลจากเป้าเท่าใด อาจจะทำเป็นกราฟง่ายๆก็ได้ ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน

เป้าหมายขององค์กรเป็นสิ่งที่พนักงานทุกคนควรรู้ ไม่ใช่เฉพาะผู้บริหาร

Discipline 4: Create a cadence of accountability

คือการสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วม ในการทำงานให้เกิดขึ้นกับพนักงานทุกระดับ

Discipline 3 ข้อแรก เทียบได้กับการเตรียมตัว แต่ข้อ4 นี่คือการเริ่มเกมอย่างแท้จริง เพราะถ้าเราไม่สามารถสามารถความรู้สึกมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้นได้ ก็ยากที่ Execution จะเกิดขึ้นได้จริง

แล้วจะสร้างได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น ให้มีการประชุมทีม “เร็วๆ” เพื่ออัพเดทความคืบหน้า อาจจะเป็นอาทิตย์ละหนก็ได้ แล้วแต่งาน เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าอยู่ใน Flow ของงานตลอดเวลา รู้ความเคลื่อนไหวของงานว่าใกล้เป้าหมายหรือยัง

หลักๆคือเดิมทีเป้าหมายองค์กร จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องของผู้บริหาร ไม่ใช่เรื่องของพนักงาน ถ้าอยากจะ Execution ให้ประสบความสำเร็จ เราต้องสร้างความมีส่วนร่วมให้กับพนักงานให้ได้

The Raise of Board Games

ไปเจอกราฟน่าสนใจ เลยเอามาเล่าให้ฟัง

คือมีคนไปทำกราฟ จำนวนของบอร์ดเกมที่ผลิตขายต่อปีออกมา
สรุปจากกราฟ เราจะเห็นว่า

  • บอร์ดเกมเริ่มค่อยๆโตขึ้นตั้งแต่ปี 1950
  • จนกระทั่ง 1978 ได้มีการประกาศรางวัล Spiel des Jahres จำนวนบอร์ดเกมที่ผลิตต่อปีก็โตเร็วขึ้น จนมีจำนวนเพิ่ม 2 เท่าใน 10 ปี
  • ต่อมาปี 1995 คาทานก็เกิดขึ้นมา ซึ่งเป็น 1 ในเกมที่ทำให้ Eurogame ได้แพร่หลายเป็นหนึ่งใน Hobby ที่เป็นที่นิยมไปทั่วโลก ซึ่งหลังจากตอนนี้กราฟพุ่งหัวตั้งมาก
  • จนถึงทุกวันนี้ กราฟก็ยังพุ่งไม่หยุด ตลาดบอร์ดเกมน่าจะยังไปได้อีกไกลมากกกกกก
  • บ้านเราก็น่าจะมีศักยภาพไปได้อีกไกลเหมือนกัน ตอนนี้ก็มีหลายคนพยายามเอาบอร์ดเกมไปปรับใช้ในกิจกรรมที่หลากหลาย และ บอร์ดเกมก็เป็นที่ยอมรับมากขึ้น จำได้ว่าแต่ก่อนไม่มีใครรู้จักบอร์ดเกมเลย แต่ตอนนี้ก็มีคนรู้จักเยอะขึ้นมาก .. ตลาดยังโตได้อีก ค่อยๆเดินไปด้วยกันนะครับ

อ่านเต็มๆได้ที่ลิ้งนี้ครับ https://medium.com/@Juliev/the-rise-of-board-games-a7074525a3ec

Book Review: Origin

เล่ม 19/2020

Origin

เป็นนิยายเล่มที่ 5 ของ Dan Brown ในชุด “โรเบิร์ต แลงดอน”

เล่มนี้จะพาไปสู่คำถามที่เป็นเชิงปรัชญามาขึ้นว่า ชีวิตมาจากไหน และ ต่อไปจะเป็นอย่างไร .. สองคำถามนี้เป็นคำถามหลักของมนุษยชาติเลยนะ ทำให้เกิด ศาสนา ปรัชญา วิทยาศาสตร์

ซึ่งตอนจบหนังสือก็ได้นำเสนอทฤษฏีที่น่าสนใจดี … ต้องยอมรับว่า บทสรุปของหนังสือแต่ละเล่มของ Dan Brown เนี่ย จุดประกายให้คิดได้ตลอด

แถมสิ่งที่เล่มนี้ดีกว่าเล่มอื่นคือตอนจบหักมุม แบบว่าหักมุมตกเก้าอี้เลย แบบว่าไม่ได้เตรียมใจเจอการหักมุมขนาดนี้ อันนี้ชอบมาก

แต่พอมาดูโครงเรื่องหลัก ก็ต้องบอกว่าเหมือนเดิม ที่ว่า ศ.แลงดอนไปเจอปัญหา (อารมณ์เดียวกับโคนัน ที่ไปที่ไหนก็เกิดเรื่อง) จากนั่นแลงดอนก็วิ่งพล่านทั้งเรื่อง และ ระหว่างทางก็จะแวะผ่าน งานศิลปะล้ำค่า สถาปัตยกรรมต่างๆ ซึ่งเขียนดี อ่านลุ้นตามนะ … แต่ก็นั่นไง วิ่งอีกละ

เล่มนี้ แลงดอน ไปวิ่งในสเปน ก็ดีหน่อย ไม่ได้ไปวิ่งใน Florence

อีกอย่าง ผมชอบเวลาเค้าบรรยายถึงพวกงานศิลปะ สถาปัตยกรรมต่างๆนะ แบบว่าเพลินดี ส่วนตัวชอบมากกว่า part วิ่ง บอกเลยว่าที่ซื้อนิยายของ Dan Brown มาอ่านเพราะอยู่รู้งานศิลปะมากกว่าอย่างอื่น

สรุป อ่านได้ ถ้านิยายสไตล์ Dan Brown ที่เล่าเรื่อง ศาสนา ศิลปะ วิทยาศาตร์ มีทฤษฏีโน่นนี่กระตุกต่อมคิด … ผมให้ 3/5 ดาว คือ ชอบเนื้อหาที่นำเสนอเรื่องทฤษฏีกำเนิดโลก อนาคตโลก รวมถึงการหักมุม แต่ไม่ชอบกับโครงเรื่องที่เดาได้ เพราะมันวนเวียนอยู่กับการที่แลงดอนวิ่งพล่านไปมา

เรียนออกแบบบอร์ดเกมฟรี บน YouTube

คลาสฟรี สอนออกแบบ Euro Game ครับ

มีหลายตอน เรียนกันจริงจังเลย
เป็นคลาสสอนออกแบบบอร์ดเกม สำหรับนักศึกษา ออกแบบ video เกม

ในคลิปหลังๆ มีวิเคราะห์เกม เช่น Puerto Rico และ ตอนท้าย สอนไปถึงการออกแบบ war game

ท่านใดสนใจก็ไปนั่งเรียนได้ … คลาสจริงจังเลย
ผมนั่งฟังแล้วชอบนะ อ.แกดูเก๋าดี 55

รางรถไฟในอเมริกา กว้าง 4 ft 8½ in

ทำไมรางรถไฟในอเมริกากว้าง 4 ft 8½ in?

เพราะ เป็นความกว้างที่ใช้ในอังกฤษ และ นำมาใช้ต่อในอเมริกา

ทำไม อังกฤษสร้างแบบนี้? … เพราะ รางรถไฟสายแรกสร้างตามแบบระยะห่างล้อรถราง

ทำไม รถรางสร้างแบบนี้? … เพราะ ระยะห่างล้อรถราง สร้างขนาดเลียนแบบระยะห่างล้อรถเกวียน

ทำไม รถเกวียนสร้างแบบนี้? … เพราะ ถ้าไม่ใช่ระยะห่างล้อแบบนี้ รถจะขับไม่ได้บนถนนสายเก่าๆ ที่มีร่องล้อเก่าๆอยู่บนถนน

ใครสร้างถนนเก่าๆพวกนี้? … อาณาจักรโรมันสร้างถนนพวกนี้ไว้ และ ถูกใช้เรื่อยมา

แล้วร่องล้อมาจากไหน? … เป็นร่องจากล้อของรถม้าของทหารโรมัน

ทำไมร่องล้อรถม้าถึงกว้างแบบนี้? … เป็นความกว้างของรถ สำหรับใช้ม้าสองตัวลาก

ดังนั้น ขนาดรางรถไฟในอเมริกา (4 ft 8½ in) จึงถูกกำหนดโดยขนาดของรถม้าทหารโรมันโบราณนั่นเอง

ยังไม่จบ … กระสวยอวกาศ มีส่วนประกอบสำคัญคือ Solid Rocket Booster (SRB) เป็นกระบอกผอมๆ 2 อันที่ติดข้างๆตัวกระสวย มีหน้าที่ดันให้กระสวยพุ่งขึ้นจากฐาน

SRB นี้ แรกเริ่มแล้วถูกออกแบบให้อ้วนๆ แต่ต้องทำให้ผอมลงแบบ เพราะว่า ต้องขนส่งทางรถไฟอีกทั้งต้องทำให้ลอดอุโมงค์รถไฟได้ด้วย

สรุป การออกแบบที่ทันสมัยที่สุดในโลก โดยจำกัดโดยขนาดของตูดม้าสองตัว

ปล. บางแหล่งก็บอกว่า เรื่องนี้เล่านี้ไม่จริง แต่ก็ยังเห็นว่าน่าสนใจ และ แนวคิดดูมีประโยชน์เลยเอามาเล่าให้ฟังครับ

Labyrinth – เกมเขาวงกต สุดคลาสสิค

ส่วนตัวผมเป็นคนที่มีความคลั่งใคล้ในเขาวงกตมาก สมัยเด็ก ๆ ก็ชอบวาดเขาวงกตเล่นกันกับเพื่อน โตมาพอเล่นบอร์ดเกม ถ้าเจอเกมเขาวงกตก็จะซื้อมาสะสมทันที

แล้วมันก็น่าตลกตรงที่ เกมเขาวงกตที่ผมชอบที่สุดกลายเป็นเกมเด็กชื่อ Labyrinth

เกมก็เล่นง่ายๆ คือเราจะเป็นพ่อมด แข่งกันเดินทางในเขาวงกตเพื่อไปเก็บสมบัติ

เกมจะมีแผ่น 4 เหลี่ยมเป็นรูปทางเดิน ทางตรงบ้าง ทางโค้งบ้าง แล้วไอ้แผ่นทางเดินเนี่ย มันไม่ fix ติดกับกระดาน เวลาเล่น ก็วางแผ่นทางเดินนี้ไปมั่วๆบนกระดาน … แค่นี้เราก็จะได้เขาวงกตละ

แต่ความล้ำของเกมคือ เราจะสามารถเลื่อนแผ่นทางเดินได้! โดยกันเอาแผ่นทางเดินใหม่ใส่เข้าไปในกระดาน โดยการดันเข้าจากขอบกระดานด้านนึง แล้วดันในแผ่นทางเดินทั้งแถว เลื่อนไปทั้งหมด

นั่นคือ ระหว่างที่เราเล่น ทางเดินจะเลื่อนไปมาตลอดเวลา ทำให้มันวุ่นวาย และ สนุกสนานมาก อีกทั้งยังได้การวางแผนด้วยว่าจะดันทางเดินยังไงดี

ที่ผมชอบเกมนี้มาก ก็เพราะมันได้อารมณ์ของนิทานเขาวงกตมหัศจรรย์ดีอ่ะ ที่ทางเดินขยับไปขยับมา เดินอยู่ดี ๆ มีกำแพงมากั้นซะงั้น แถมยังพอวางแผนได้ด้วย

ก็เป็นเกมที่เหมาะมากสำหรับเด็ก ๆ ครับ ผมให้เด็กๆหลายคนลองเล่น พบว่าชอบทุกคนนะ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ๆ ผมลองไปอ่านในเวปดู มีคนลองให้ลูก 5 ขวบครึ่งเล่น ก็พบว่าพอเล่นได้

ก็เป็นอีกเกมที่น่าลองเล่นในครอบครัว โดยเฉพาะช่วง Covid ครับ กติกาง่าย เล่นสนุกได้ทันดี

ปล. เชื่อมะ บอร์ดเกมแรกที่ผมลองออกแบบ ก็เป็นเกมเขาวงกต … เหอ ๆ แบบว่าคลั่งไคล้จัด ๆ

Book Review: Listen with your heart ฟังสร้างสุข

เล่ม 18/2020

Listen with your Heart

อ่านได้นะ เขียนโอเคอยู่ เป็นหนังสือที่เขียนโดยธนาคารจิตอาสา ว่าด้วยเทคนิคการฟัง … อย่างที่บอก ตอนนี้ผมสนใจเรื่องการฟัง การฟังมันเป็นทักษะที่ผมมองว่ายาก แต่เคยเจอคนฟังเทพๆแล้วนับถือ เลยอยากฟังได้บ้าง

2 สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้

  1. การฟังที่ดีต้อง “ไม่ตัดสิน” และ “เคารพ”

ไม่ได้หมายถึงการตัดสินใจ แต่หมายถึงการตัดสินสิ่งที่ได้ยิน เช่น “โอ๊ย พูดงี้ไม่ถูก” หรือกระทั้งการเห็นด้วย เช่น “ใช่ๆ มันต้องแบบนี้” …. อย่าไปตัดสิน เพราะการตัดสินจะทำให้เราไม่ได้สนใจคนพูดที่อยู่ข้างหน้าเรา

แต่การตัดสินมันก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ห้ามยาก หน้าที่ของเราคือถ้ารู้ทันว่ากำลังตัดสินก็ปล่อยมันไป

การเคารพคือ เคารพ ยอมรับสิ่งที่เค้าพูด สิ่งที่เค้ารู้สึก … ก็มันประสบการณ์ของเค้าอ่ะ เค้าจะรู้สึกแบบไหนมันก็เรื่องของเค้า เหมือนคนไม่ชอบทุเรียน เราไม่ต้องไปเถียงว่าอร่อย แต่ต้องเคารพเค้า ว่ามันไม่อร่อย (ในสายตาเค้า)

2. “โลกนี้มีคนเก่งเยอะแล้วค่ะ แต่โลกยังขาดคนที่พยายามจะเข้าใจกัน”

การฟังคือหนทางที่เราจะได้เข้าใจกัน คนเราบางทีก็ไม่ได้อยากได้คำตอบหรอก แต่อยากได้คนที่เข้าใจ หรือ พยายามจะเข้าใจเรามากกว่า

ก็เป็นหนังสือที่อ่านได้ครับ ไม่ได้ยาวมาก ส่วนตัวชอบตัวอย่างที่ให้ในหนังสือ แต่ว่าขั้นตอนบางอันมันจะดูเป็นเทคนิคสำหรับจิตอาสา … อยากได้ตัวอย่างในชีวิตประจำวันมากขึ้นอีก

ไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่อยากได้อีกเยอะๆ 555

Book Review: I Hear You

เล่ม 17/2020

ช่วง Covid นี้คนเครียดกันเยอะ บางทีเราอาจจะไม่ได้ต้องการคนให้คำแนะนำ แต่เราอาจแค่ต้องการคนที่จะฟังเรา

การฟังเป็นเรื่องยากครับ รอบตัวเราไม่มีใครฟังกัน เวลาฟังคนอื่นเรามักจะเผลอรีบให้คำแนะนำ และตัดสินเขาจากสิ่งที่เราคิด … แต่เราลืมฟัง

ผมก็เป็นคนฟังไม่เป็นครับ อันนี้ยอมรับ ตอนนี้เลยไปหาหนังสือเกี่ยวกับการฟังมาอ่าน เจอเล่มนี้แล้วชอบ

สรุปเทคนิคคือ Validation (ยืนยัน) แปลว่าการยืนยันความรู้สึกคนพูด เค้าเสียใจ เราก็ต้องยอมรับและยืนยันว่าเค้าเสียใจ อย่าไปตัดสิน อย่าไปบอกว่าที่เค้าเสียใจมันถูกหรือผิด การ Validation นี้เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนฟังรู้สึกว่าเราฟัง … เพราะเราต้องตั้งใจฟังจริงๆ ถึงจะ Validate ได้

ซึ่งมี 4 ขั้นตอนง่ายๆ

1) Listen Empathically

ฟังนิ่งๆ พยักหน้าหงึกๆ ไม่ต้องไปพูดแทรก ไม่ต้องไปทำอะไรทั้งสิ้น ฟังอย่างเดียว และไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย ถ้าจะคุยให้เป็นถามเปิดให้เค้าแสดงความรู้สึก เช่น แล้วเธอรู้สึกยังไง หรือ คำง่ายๆที่ยืนยันความรู้สึกอีกฝั่ง ที่เช่น “จริงดิ” “เป็นกูก็โกรธ” เป็นต้น

2) Validation the emotion

หาจังหวะยืนยันความรู้สึกของคนพูด ด้วยการ 1) ระบุอารมณ์ให้ชัด 2)ให้เหตุผล support อารมณ์นั้น เช่น “เข้าใจได้เลยว่าทำไมนายถึงเซ็ง เป็นใครก็เซ็ง ถ้าทำงาน 4-5 ชม.แล้วค่อยรู้ว่าทำผิดทาง”

ขั้นตอนนี้สำคัญ เราจำเป็นต้องยืนยันความรู้สึกเค้า แม้ว่าจะไม่เห็นด้วย … ถ้าเคยมีประสบการณ์ตรง ก็บอกไปได้ แต่ถ้าไม่มีประสบการณ์ตรง ก็บอกไปได้เหมือนกัน ว่าไม่มี

3) Offer Advice (If Appropirate)

เราไม่ควรให้คำแนะนำทันที แต่ต้องหาจังหวะ ต้องขออนุญาตก่อน เริ่มประโยคด้วย Validation และ ขึ้นด้วยคำว่า I ไม่ใช่ You เช่น “ผมเห็นด้วยเลยที่คุณรู้สึกโกรธนะ และ ผมว่า…..”

4) Validate Agian

ยืนยันความรู้สึกเค้าอีกที หรือไม่ก็ ขอบคุณที่เค้าเล่าให้เราฟัง

สรุป แนะนำให้อ่าน หนังสือไม่หนา อ่านแป๊ปเดียวจบ ตอนนี้ให้เป็น top 10 หนังสือประจำปีนี้เลย

เทคนิคใช้ตามง่าย คนเขียนอ่านแล้วรู้สึกว่าเค้าจริงใจ เข้าใจสิ่งที่ตัวเองเขียน ไม่ใช่แค่เอาทฤษฏีมาเรียงๆกันให้เราอ่าน